#เสียเวลาที่จะเรียนรู้ไปกับการอยากรู้
#FoMO_FearOfMissingOut
ในยุคที่การติดต่อสื่อสารรับรู้เรื่องราวของเพื่อนและผู้คนต่างๆนั้นง่ายมาก และปฏิเสธไม่ได้ว่าเฟสบุ๊คได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตของหลายๆคนไปแล้ว เฟสจะอยู่กับเราทุกที่ ไม่ว่าจะเป็นที่โต๊ะอาหาร บนรถเมล์ รถไฟฟ้า ห้องเรียน โต๊ะทำงาน บนเตียงนอน ในห้องน้ำ ในลิฟท์หรือแม้แต่ระหว่างที่เราเดินอยู่ก็ตาม
Fear of Missing Out หรือ FoMO คือ ความกังวล
ความกลัวที่จะพลาดสิ่งที่น่าสนใจ กิจกรรมที่น่าตื่นเต้นที่คนอื่นๆกำลังทำกันอยู่ โดยเฉพาะในโลกออนไลน์และโซเชียลต่างๆ หรือพูดสั้นๆก็คือความกลัวที่จะตกกระแสนั่นเอง
จากการสำรวจของ ETDA Thailand (www.etda.or.th) ของพฤติกรรมผู้ใช้อินเตอร์เน็ตในประเทศไทย ปี 2561 ได้พบว่าคนไทยใช้เวลากับ เฟสบุ๊ค ทวิตเตอร์ และอื่นๆโดยเฉลี่ยประมาณ 3ชม 30นาทีต่อวัน ซึ่งเป็นเวลาที่ไม่น้อยเลย
ข้อเสีย 4 ประการของการมีอาการ FoMO คือ
- หลุดจากโลก ณ ปัจจุบัน
การก้มหน้าก้มตาดูมือถือ ทำให้เราพลาดโอกาสที่จะได้ดูสิ่งที่เกิดขึ้นรอบๆตัวเรา ยกตัวอย่างเช่น การได้พูดคุยกับครอบครัวขณะทานข้าวแทนที่จะเช็คเฟส การมองออกนอกหน้าต่างระหว่างเดินทางในแต่ละวัน หรือแม้แต่มองผู้คนเดินไปมาแทนที่จะมองจอมือถือ
- เสียเวลาอันมีค่าที่จะเรียนรู้ไปกับการอยากรู้
FoMOทำให้เราเสียเวลาไปกับการอยากรู้อยากเห็นว่าคนอื่นทำอะไรกันบ้าง การติดตามข่าวสารว่าเกิดอะไรขึ้นในโลกออนไลน์นั้นเป็นสิ่งที่ดีถ้าทำโดยพอประมาณไม่มากเกินไป ส่วนเวลาที่เหลือนั้นเอามาใช้กับการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆจะมีประโยชน์มากกว่า
- ขาดความสุขเมื่ออยู่กับตัวเอง
การที่มีเพื่อนแช็ทอยู่ตลอดเวลาหรือรู้อยู่ตลอดเวลาว่าเพื่อนเราทำอะไรบ้าง ทำให้เรารู้สึกว่าไม่ได้อยู่คนเดียว ความรู้สึกนี้อาจจะทำให้เรารู้สึกดี ไม่รู้สึกเดียวดาย แต่ในทางกลับกันมันก็อาจจะทำให้เราไม่สามารถอยู่กับตนเองลำพังได้โดยเฉพาะถ้าเราใช้ชีวิตของเราเกือบทั้งหมดในแต่ละวันกับมัน
- ความวิตกกังวล ความเครียด
ในโลกออนไลน์ทุกๆคนอยากโชว์มุมที่สวยงาม ชีวิตที่เพอร์เฟคของตน การทำเช่นนี้ทำให้เกิดการเปรียบเทียบกันตลอดเวลา ซึ่งนำมาซึ่งความอยากที่จะเป็นเหมือนคนอื่น อยากทำเหมือนคนอื่น ทำให้เกิดความเครียดและอาจะสร้างความวิตกกังวลได้
นอกจากโลกออนไลน์แล้ว อาการ FoMO ยังเกิดได้กับสถาณการณ์อื่นๆอีกเช่น การเช็คอีเมล์ตลอดเวลาเพราะกลัวว่าจะพลาดข่าวสาร การอ่านหนังสือทุกตัวอักษรเพราะกลัวว่าจะพลาดเนื้อหาบางส่วน หรือแม้แต่การคว้าทุกโอกาสที่ผ่านเข้ามา เป็นต้น ซึ่งก็สามารถก่อให้เกิดผลเสียทั้งสี่ข้อได้เช่นเดียวกัน
การที่จะแก้อาการ FoMO นั้นทำได้ง่ายๆด้วยสองข้อนี้
- พักเบรค
งดการใช้มือถือ คอมพิวเตอร์ และเครื่องมือสื่อสารใดๆ หรือจากที่เคยเช็คเฟสทุกๆสิบนาทีก็เปลี่ยนเป็นเช็คทุกๆชั่วโมงแทนหรือนานกว่านั้น การทำเช่นนี้ไม่เพียงจะช่วยให้เรามีเวลาเพื่อที่จะทำสิ่งอื่นได้มากขึ้น แต่ยังเป็นการช่วยให้สมองเราได้พักจากความกังวลความกลัวที่กล่าวไว้ข้างบนอีกด้วย
การทำเช่นนี้เรียกว่า การทำ digital detox ซึ่งมีบทความเขียนไว้มากมายในอินเตอร์เน็ต ร่วมทั้งแอ๊ปต่างๆที่จะช่วยให้เราหลุดจากภาวะอาการ FoMO ได้และกลับมามีความสุขกับโลก ณ ปัจจุบัน
- การจัดลำดับความสำคัญ
คนเราทุกคนมีเวลาที่จำกัดในแต่ละวัน ซึ่งหมายถึงว่าเราไม่สามารถทำทุกอย่างได้ การจัดลำดับความสำคัญจึงเป็นสิ่งที่จำเป็นที่จะช่วยให้เรารู้ว่าเราควรทำสิ่งใดก่อน
คำกล่าวหนึ่งที่ผมชอบคือ
“When you treat everything as a priority, nothing is truly important.”
แปลได้ว่า
ถ้าเราให้ความสำคัญกับทุกอย่างเท่าๆกันนั่นก็หมายถึงว่าไม่มีสิ่งใดที่สำคัญจริงๆสักอันเลย
ลองทำดูนะครับ เริ่มปรับเปลี่ยนทีละนิด ห้ามใจเล่นเฟสให้น้อยลงสักวันละห้านาทีสิบนาที เอาเวลาอันมีค่านี้มาอ่านหนังสือเพื่อเพิ่มความรู้ให้กับตนเอง อ่านบทความพัฒนาตนเอง หรือเพื่อการพักผ่อนสมอง พักผ่อนสายตา หรือทำสมาธิ
.
ตอนแรกๆอาจจะยากเสียหน่อย แต่ทำไปสักพักจะชินไปเองและจะสามารถห้ามใจไม่ให้เล่นเฟสได้นานขึ้น และเราจะเห็นว่าการเล่นเฟสให้น้อยลงนั้นก็ไม่ได้ทำให้เราตกกระแส แถมยังได้เรียนรู้อะไรเพิ่มเติม นอกจากนี้การขจัดความกลัวที่จะตกกระแลและวิตกกังวลต่างๆนั้นยังช่วยทำให้เรามีสมาธิมากขึ้น ใจจดใจจ่อกับสิ่งที่ทำมากขึ้น อยู่กับปัจจุบันมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้เราเรียนและทำงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้นตามลำดับ


0 Comments