[vc_row][vc_column][vc_column_text]หลายๆท่านอาจจะเคยตั้งใจอ่านหนังสืออย่างจริงจังจนไม่ได้ยินเสียงโทรทัศน์เสียงรถยนต์หรืออะไรก็ตามที่เกิดอยู่ ณ ขณะนั้น หรืออาจจะอยู่ดีๆก็คิดไอเดียดีๆหรือหาคำตอบให้กับปัญหาที่มีอยู่ได้ในขณะที่กำลังอาบน้ำหรือออกกำลังกาย
[/vc_column_text][/vc_column][/vc_row][vc_row][vc_column][vc_column_text]สิ่งนี้เกิดขึ้นจากการทำงานของสมองในสองโหมด ตามที่ บาร์บาร่า โอ๊คลีย์ (Barbara Oakley) ได้กล่าวไว้ในหนังสือ A Mind For Numbers: How to Excel at Math and Science และในคอร์สออนไลน์ Learning How To Learn ซึ่งเป็นคอร์สบนเวปไซต์ Coursera.com ร่วมกับ แทรี่ ซิน็อฟสกิ (Terrence (Terry) Sejnowski) ว่าสมองคนเรานั้นทำงานใน 2 โหมดด้วยกันคือ[/vc_column_text][vc_separator border_width="5" el_width="70"][/vc_column][/vc_row][vc_row][vc_column][vc_column_text]1) Focused thinking หรือก็คือโหมดที่เรามีสมาธิและสมองเราทำงานอย่างใจจดใจจ่ออยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง
2) Diffuse thinking หรือก็คือโหมดที่สมองเราทำงานแบบผ่อนคลาย ไม่ได้เพ่งเล็งหรือใจจดใจจ่อกับสิ่งใดสิ่งหนึ่งในขณะนั้น[/vc_column_text][vc_separator el_width="70"][/vc_column][/vc_row][vc_row][vc_column][vc_column_text]ทั้งสองโหมดนี้มีประโยชน์อย่างไรและเราจะสามารถนำมันไปปรับใช้สำหรับอะไรได้บ้าง
Focused thinking
ในเวลาที่เรามีสมาธิ ใจจดใจจ่ออยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นการอ่านหนังสือ การเรียนในห้องเรียน หรือแม้แต่การเล่นดนตรีหรือกีฬา เราจะใช้สมองในส่วนหน้าที่เรียกว่า Prefrontal cortex ซึ่งเป็นส่วนที่เก็บหน่วยความทรงจำระยะสั้นหรือที่เรียกกันว่า Working memory
.
กิจกรรมที่กล่าวถึงเหล่านี้ต้องใช้ข้อมูลที่เพิ่งได้รับเข้ามาใหม่อยู่ตลอดเวลาในการวิเคราะห์และทำความเข้าใจ และนี่เองที่ทำให้ Working memory มีความสำคัญมากสำหรับการทำงานของสมองในโหมดนี้ ซึ่งนอกจากการเรียนการอ่านหนังสือแล้วนั้น การตัดสินใจหรือการทำงานโดยทั่วไปก็จัดอยู่ในโหมดการทำงานของสมองแบบ Focused thinking เช่นเดียวกัน
ด้วยสมาธิที่มีและข้อมูลที่เก็บไว้ในหน่วยความทรงจำระยะสั้นที่สามารถถูกดึงออกมาใช้ได้ง่ายนั้น โหมดนี้จะช่วยให้เราสามารถเรียนรู้ได้ในเชิงลึกหรือการปฏิบัติงานการลงมือทำอะไรสักอย่าง ซึ่งเหมาะสำหรับการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ การฝึกฝนดนตรีหรือกีฬาที่ผมกล่าวข้างบน เป็นต้น และสมาธินี่เองที่ช่วยให้เราใช้เวลาทุกวินาทีในขณะนั้นสำหรับการเรียนรู้
ข้อดีสองข้อของ Focused thinking ก็คือ 1) การเรียนรู้เชิงลึก และ 2) การใช้เวลาได้อย่างมีประสิทธิภาพ
สิ่งที่จะช่วยให้สมองเราใช้โหมดนี้ก็คือ การขจัดสิ่งรบกวนออกไปให้หมด ทำได้ด้วยการ วางโทรศัพท์ไวไกลๆตัว ปิดเสียงเตือนข้อความใหม่ บอกให้คนรอบข้างรู้ว่าอย่ารบกวน เป็นต้น
Diffuse thinking
โหมดนี้จะเกิดขึ้นเมื่อเราไม่ได้ใจจดใจจ่อกับสิ่งใดสิ่งเดียว แต่ปล่อยให้สมองเราผ่อนคลาย คิดหลายๆอย่างในเวลาเดียวกัน ในขณะที่การมีสมาธิช่วยให้เราเรียนรู้เนื้อหาต่างๆได้เร็วและลงลึกในรายละเอียด การปล่อยให้สมองเรา”คิดไปเรื่อยแบบผ่อนคลาย” นั้นจะช่วยให้เรามองเนื้อหาและปัญหาที่เราคิดอยู่นั้นในแง่มุมที่ต่างไป ซึ่งจะช่วยให้เราหลุดจาก "Tunnel vision" หรือคือ “การคิดในแง่เดียว” รวมทั้งยังช่วยในเรื่องของความคิดสร้างสรรค์อีกด้วย
เมื่อเราอยุ่ในโหมดนี้ หน่วยความจำที่จะถูกนำมาใช้นั้นไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในส่วนของ Prefrontal cortex หรือ Working memory เท่านั้น แต่คือทุกๆส่วนของสมอง ซึ่งการฝึกให้สมองเราใช้โหมดการคิดแบบ Diffuse Thinking นี้ ไม่เพียงช่วยให้เราสามารถเก็บข้อมูลและความเข้าใจนั้นไว้ในหน่วยความทรงจำระยะยาวหรือ Long-term memory และนำออกมาใช้ได้ดีแล้ว ยังช่วยให้เราประติดประต่อเนื้อหาต่างๆ เห็นภาพรวมและเข้าใจเนื้อหาได้อย่างชัดเจนมากยิ่งขึ้น ซึ่งเหมาะกับการสร้างความเข้าใจอย่างถ่องแท้ในสิ่งที่เรากำลังศึกษาอยู่นั้น
ข้อดีสองข้อของ Diffuse thinking ก็คือ 1) เข้าใจภาพรวมและเนื้อหาได้อย่างถ่องแท้มากยิ่งขึ้น 2) เสริมสร้างความคิดสร้างสรรค์ และแง่มุมในการวิเคราะห์และทำความเข้าใจเนื้อหาที่เรียนอยู่
สิ่งที่จะช่วยให้สมองเราใช้โหมดนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพก็คือ การปล่อยให้สมองได้พักผ่อน หยุดคิดเรื่องที่กำลังคิดอยู่หรือคิดไปด้วยผ่อนคลายไปด้วย ซึ่งทำได้ในขณะที่เรากำลังอาบน้ำ ออกกำลังกาย เดินเล่น หรือระหว่างการเดินทางไปทำงานหรือไปเรียนก็สามารถใช้โหมดนี้ได้เช่นเดียวกัน
เรียนให้เก่ง อ่านให้เข้าใจด้วย Combined Focused-Diffuse Thinking
หลายท่านอาจจะเคยหัวตื้อคิดอะไรไม่ออกเมื่อใช้สมาธิในการอ่านหนังสือหรือเรียนอะไรมากเกินไปหรือเป็นเวลานาน หรือแม้แต่การที่เราพยายามจะแก้ไขปัญหาอะไรก็ตาม
การที่ใจจดใจจ่ออยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งนานๆจะทำให้สมองล้า ทำให้ทั้งเหนื่อยและสมองตื้อคิดอะไรไม่ออก ในช่วงเวลานี้เองที่การปล่อยให้สมองเราผ่อนคลายและทำงานในโหมด Diffuse thinking นั้นสามารถช่วยได้[/vc_column_text][/vc_column][/vc_row][vc_row css=".vc_custom_1600508710884{background-color: #3a3400 !important;}"][vc_column][vc_column_text]
ถ้าเราต้องการจะใช้สมาธิในการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ หรือการทำความเข้าใจในเชิงลึกนั้นให้เราใช้สมองคิดในโหมด Focused thinking ส่วนถ้าเราต้องการที่จะมองในภาพรวม หรือการสร้างไอเดีย ความคิดใหม่ๆนั้นให้เราใช้สมองในโหมด Diffuse thinking
[/vc_column_text][/vc_column][/vc_row][vc_row][vc_column][vc_column_text]การเรียนให้มีประสิทธิภาพนั้นจำเป็นต้องใช้สมองของเราในทั้งสองโหมดนี้ เพื่อที่เราจะได้มีความเข้าใจทั้งในเชิงกว้างและเชิงลึก ทำให้เราปะติดปะต่อเนื้อหาข้อมูลทั้งหมดได้และบันทึกสิ่งเหล่านี้ไว้ในหน่วยความจำระยะยาว
นอกจากจะช่วยให้เราเรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพแล้ว การใช้สมองในทั้งสองโหมดนี้จะช่วยให้เราไม่ตกหลุมของ “การคิดในแง่เดียว” ซึ่งส่วนใหญ่จะเกิดจากการที่เราใช้สมองเราในโหมด Focused thinking นานเกินไป โดยเฉพาะเมื่อเราต้องการแก้ปัญหาหรือทำความเข้าใจเนื้อหาที่ยากและซับซ้อน การที่เราดันทุรังทำแบบเดิมๆอยู่ เช่นแก้ไม่ได้ก็พยายามทำต่อ หรืออ่านไม่เข้าใจก็อ่านซ้ำไปซ้ำมา ถ้าทำไปนานๆก็ยังหาทางออกไม่ได้อาจจะทำให้เกิด Tunnel vision - การคิดในแง่เดียว หรือที่หลายๆท่านอาจจะรู้จักกันในชื่อของ Einstellung effect ซึ่งก็คือการที่เราทำอยู่แบบเดิมๆแม้ว่าอาจจะมีวิธีอื่นที่ดีกว่าก็ตาม เมื่อเราอยู่ในภาวะนี้จะทำให้เราคิดในมุมแคบและจะมีผลให้ "การคิดนอกกรอบ" ยากขึ้นทุกทีและอาจจะเป็นไปไม่ได้เลยก็ได้
การที่จะแก้ให้เราออกจากภาวะนี้ทำได้ง่ายๆด้วยการ ผ่อนคลายสมอง ให้เวลาสมองได้พัก ได้หยุดคิด ออกจากโหมด Focused thinking สักพัก เพื่อที่เราจะได้กลับมามองปัญหานั้นด้วยมุมมองใหม่ๆ สิ่งนี้จะเกิดขึ้นได้โดยการใช้สมองเราในโหมด Diffuse thinking นั่นเอง
การใช้โหมดการคิดทั้งสองโหมดนี้ก็เปรียบเทียบได้กับการที่เราใช้ไฟฉายเพื่อให้เราหาทางออกได้ในความมืด ตรงกลางของลำแสงนั้นสว่างที่สุดทำให้เราเห็นรายละเอียดได้อย่างชัดเจนซึ่งเปรียบได้กับ Focused thinking ส่วนในรอบๆลำแสงนั้นแม้จะไม่สว่างเท่าแต่ก็ทำให้เราเห็นภาพรวมรอบๆได้ว่ามีอะไรอยู่บ้างแม้จะไม่ชัดเจนมากก็ตามซึ่งเปรียบได้กับ Diffuse thinking ถ้ามีแค่อย่างใดอย่างหนึ่งการเดินทางในความมืดนี้คงยากลำบากพอควร ไม่ต่างอะไรกับการเรียนรู้หรือการแก้ปัญหาที่จะทำให้มีประสิทธิภาพที่สุดนั้นต้องใช้สมองของเราในทั้งสองโหมดนี้
ลองนำบทความนี้ไปปรับใช้ดูนะครับ ใช้สมองเราคิดในทั้งสองโหมดจะช่วยให้เราเข้าใจและจำเนื้อหาที่เราเรียนได้ดีขึ้น ช่วยให้เราแก้ปัญหาที่มีต่างๆได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น[/vc_column_text][/vc_column][/vc_row]


0 Comments