10 คำพูดที่่ควรเลี่ยงใช้กับลูก

Sep 24, 2020

 

บ่อยครั้งที่เด็กดื้อ ซน และไม่เชื่อฟัง คุณพ่อคุณแม่อาจจะมีหัวเสียกันบ้าง และเมื่อหัวเสียแล้วความสามารถในการคิดไตร่ตรองก็อาจด้อยลงหรืออาจทำให้เราพูดในสิ่งที่ทำร้ายจิตใจลูกโดยไม่ตั้งใจ

คำพูดเหล่านี้นอกจากจะไม่ได้ช่วยแก้ปัญหา แต่กลับสร้างความไม่สบายใจความทุกข์ให้กับทุกคน ทั้งคุณพ่อคุณแม่ผู้พูดและลูกผู้ฟัง และยังอาจจะสร้างปัญหาระยะยาวให้กับครอบครัวและตัวลูกอีกด้วย

คราวที่แล้วผมได้เขียนเกี่ยวกับ การคิดก่อนพูด วันนี้เรามาดูกันถึง 10 คำพูดที่มีผลกระทบต่อจิตใจลูกที่เรารัก ที่คุณพ่อคุณแม่ควรหลีกเลี่ยง

 

  1. การขู่

คำพูดที่ใช้การขู่นั้นเปลี่ยนไปตามกาลเวลาและพื้นหลังของแต่ละครอบครัว ตัวอย่างที่หลายๆท่านอาจจะเคยได้ยินมาก็อย่างเช่น ถ้าไม่หยุดร้องจะจับส่งตำรวจ ถ้ายังดื้อจะไม่รักแล้ว อย่านอนดึกเดี๋ยวถูกผีหลอก ถ้าไม่เงียบจะให้พ่อตี เป็นต้น ทุกคำพูดนี้คือการสร้างความกลัวให้กับลูก ไม่มีใครชอบความกลัว และความกลัวและไม่กล้านี้เองเป็นตัวถ่วงการพัฒนาการเรียนรู้ของลูกและการใช้ชีวิตอย่างมีความสุขของเขา

  1. การเปรียบเทียบ

การเปรียบเทียบก็คือการแสดงถึงความไม่พอใจและไม่ยอมรับในสิ่งที่ลูกเป็นหรือในผลงานที่ลูกทำ เช่น ลูกไม่เก่งบ้าง ลูกไม่กล้าบ้าง ลูกซนเกินไปบ้าง เป็นต้น และไม่ว่าจะเป็นการเปรียบเทียบกับคนในบ้านหรือนอกบ้าน เช่น ทำไมไม่เก่งเหมือนพี่ล่ะ ดูพี่เขาซิเขาตั้งใจเรียน ลูกเพื่อนคนนั้นคนนี้เก่งทำให้ได้อย่างเค้าซิลูก เป็นต้น การเปรียบเทียบนั้นไม่เพียงจะทำให้ลูกรู้สึกขาดความรักความเข้าใจแล้ว ยังทำให้เขาเสียความมั่นใจและภูมิใจในตนเองอีกด้วย ชีวิตคงไม่มีความสุขถ้าต้องอยู่กับการทำให้ได้เหมือนคนอื่น รักลูกในแบบของเขาในสิ่งที่เขาเป็นดีกว่าการเปรียบเทียบครับ

  1. การประชดประชัน

การพูดในเชิงไม่ยอมรับในความคิดหรือการกระทำของอีกฝ่ายนั้นก็คือการประชดประชัน ยกตัวอย่างเช่น ดื้อนักไม่รักแล้ว อยากเล่นมากใช่ไหมเล่นให้ได้ทั้งวันนะอย่าหยุด คำพูดแนวนี้เจ็บยิ่งกว่าการขู่หรือการเปรียบเทียบ เพราะไม่ใช่แค่ไม่พอใจในสิ่งที่เขาทำและการไม่ยอมรับในกระบวนความคิดในตรรกะของเขาแล้ว แต่ยังรวมถึงการเอาความรักมาจากเขาอีกด้วย การหยุดให้ความรักลูกไม่ใช่เพียงทำให้เขารู้สึกถูกทอดทิ้งเท่านั้น สำหรับลูกแล้วการถูกแย่งความรักไปนั้นมันน่ากลัวมากเพราะพ่อแม่คือโลกทั้งใบของเขาและความรู้สึกถูกทอดทิ้งนี้อาจจะติดอยู่ในจิตใต้สำนึกของเขาเลยก็ได้ การเติบโตด้วยการถูกปฏิเสธความรัก การโหยหาความรักนั้น มันเป็นความรู้สึกที่ไม่ดีเลย

  1. การกล่าวหาหรือการ Labelling

คือการพูดในสิ่งที่ไม่เป็นจริง เช่น ทำไมไม่เคยที่จะฟังพ่อแม่เลย เป็นต้น ซึ่งเป็นไปไม่ได้ที่ลูกจะ “ไม่เคย“ ฟัง หรือการพูดในเชิง Labelling เช่น  ทำไมเป็นคนโง่อย่างนี้ ทำไมเป็นคนขี้เกียจอย่างนี้ เป็นต้น คำพูดเหล่านี้จะสร้างความกดดันให้ลูกโดยไม่จำเป็น และการกล่าวหาลูกในทางที่ไม่ดีนั้นอาจจะหยุดอนาคตเขาตรงนั้นเลยก็เป็นไปได้ เพราะคำพูดเหล่านี้จะส่งผลทำให้ลูกเชื่อว่าตัวเขาเองโง่และไม่มีความสามารถ การสร้างความมั่นใจและเชื่อมั่นในตัวลูกนั้นต้องเริ่มที่พ่อแม่ที่มั่นใจและเชื่อใจในตัวลูกแทนที่จะเป็นการตัดกำลังใจด้วยการพูดกล่าวหาหรือการพูดเชิง Labelling

  1. การสั่งให้ทำโดยไม่บอกเหตุผล

โดยเฉพาะเวลาที่ลูกไม่ทำตามที่เราบอกให้ทำ การสั่งให้ทำเพียงเพราะว่าพ่อแม่เป็นคนสั่งนั้น ไม่เพียงแต่จะก่อให้เกิดความขุ่นข้องหมองใจกับลูกเพราะรู้สึกว่าถูกบังคับแล้วยังอาจจะทำให้เขาเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ทำอะไรโดยไม่มีเหตุผลก็เป็นไปได้

  1. การต่อว่าลูกให้คนอื่นฟัง

คุณพ่อคุณแม่หลายท่านอาจจะใช้วิธีนี้เพราะต้องการให้ลูกอาย ให้ลูกสำนึก ให้ลูกเชื่อฟัง ด้วยเห็นว่าตนเองสอนลูกไม่ได้ก็เลยอยากให้คนอื่นช่วยสอน การทำเช่นนี้จริงอยู่อาจจะช่วยได้บ้างเพราะตามธรรมชาติแล้วเด็กย่อมเกรงใจผู้ใหญ่ท่านอื่นและไม่โต้เถียงเหมือนกับทำกับพ่อแม่ของตน แต่การทำเช่นนี้ไม่ใช่แค่ทำให้ลูกรู้สึกไม่ดีแต่มันทำให้เขารู้สึกว่ากำลังโดนหักหลังจากพ่อแม่ที่เขารักด้วยการประจานเขาให้คนอื่นฟัง

  1. การด่าหรือตะโกนใส่

การใช้คำด่าหรือการตะโกนใส่นั้นไม่ทำให้เกิดผลดีแน่นอน ไม่ว่าคำที่พูดนั้นคืออะไรก็ตาม การด่าหรือตะโกนใส่นั้นไม่ใช่เพียงแค่สร้างความรู้สึกไม่ดีให้กับลูก สร้างความเคืองใจโกรธเคืองให้กับลูกแล้ว แต่ยังเป็นการแสดงถึงการขาดการควบคุมอารมณ์ของพ่อและแม่เอง และการไม่ให้เกียรติลูกในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง ซึ่งอาจจะเป็นบ่อเกิดของความรุนแรงและนำไปสู่การใช้อารมณ์เหนือเหตุผล ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่ลูกจะซึมซับไปเองโดยปริยาย

  1. การพูดมากเกินไปและขี้บ่น

สิ่งสำคัญที่สุดของการเรียนรู้นั้นไม่ใช่ข้อมูลหรือเนื้อหาแต่เป็นความเข้าใจถึงเนื้อหาเหล่านั้น ความเข้าใจในที่นี่ไม่ใช่เฉพาะกับเนื้อหาในตำราเรียนเท่านั้นแต่ยังหมายถึงความเข้าใจในตนเอง ในสังคม และคนรอบข้าง การที่จะได้ถึงความเข้าใจเหล่านี้ต้องใช้เวลาคิด เวลาไตร่ตรอง เวลาอยู่กับตนเองและต้องใช้สมาธิ การที่พ่อแม่พูดมากเกินไปนั้นไม่เพียงแต่จะทำให้เด็กเสียสมาธิ ไม่มีเวลาที่จะคิดไตร่ตรองแล้วพ่อแม่เองก็อาจจะขาดโอกาสที่จะได้รับฟังลูก ฟังความคิดเห็นของเขา ซึ่งจะช่วยให้เข้าใจลูกมากขึ้นอีกด้วย

  1. การมีความคาดหวังสูง

ความคาดหวังสูงนั้นเกิดได้จากหลายปัจจัยด้วยกัน เช่น การที่เห็นว่าลูกคนอื่นเก่งก็อยากให้ลูกเราเก่งบ้าง หรือว่าพ่อแม่ที่เคยเรียนเก่งมาก่อนก็หวังว่าลูกจะต้องเก่งเหมือนตน รวมทั้งการยัดเยียดความฝันของตนให้กับลูก และการทุ่มเทให้กับลูกในสิ่งที่ตนเองขาดในวัยเด็ก เป็นต้น สิ่งเหล่านี้ไม่ได้ยึดลูกเป็นหลักเลย ซึ่งจะทำให้เกิดความกดดันกับเด็กโดยไม่จำเป็น รักเขาในสิ่งที่เขาเป็นและช่วยให้เขาเป็นตัวของตัวเองและใช้ความสามารถความถนัดที่เขามีให้เต็มความสามารถที่สุดของเขาน่าจะดีกว่า

  1. การใช้น้ำเสียงเวลาพูด

ไม่ใช่เพียงคำพูดเท่านั้นที่สื่อความหมายแต่รวมถึงน้ำเสียงด้วย อย่างที่เรารู้กันอยู่ว่าคนเราเรียนรู้ได้ดีกว่า รับฟังได้ดีกว่ากับคำพูดและเนื้อหาที่พูดด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยน น้้ำเสียงนั้นเต็มไปด้วยอารมณ์ความรู้สึกและสามารถเปลี่ยนความหมายของคำพูดได้ทั้งในทางที่ดีและไม่ดี ฉะนั้นคุณพ่อคุณแม่ควรใช้น้ำเสียงที่แสดงถึงความรัก ความเข้าใจ แทนน้ำเสียงที่แสดงถึงอารมณ์โกรธ ความรำคาญและความไม่พอใจ

TSB

TSB

0 Comments